ประชาสังคมชายแดนใต้จัดกิจกรรม RISE for CLIMATE ชี้โลกร้อนเป็นปัญหาใหญ่ โชว์ from PATANI บนแผนที่โลก

  

เมื่อวันเสาร์ที่ 8 กันยายน 2561 ที่ผ่านมา เครือข่ายประชาสังคมชายแดนใต้เพื่อจับตาโลกร้อน ได้ร่วมกลุ่มจัดกิจกรรมภายใต้เครือข่ายองค์กรที่ทำงานในประเด็นทรัพยากรและสันติภาพบนพื้นที่ความขัดแย้งจังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นกิจกรรมรณรงค์ลดโลกร้อนที่มีชื่อว่า RISE for CLIMATE ; We’re from PATANI จัดขึ้นที่หาดแหลมตาชี ต.แหลมโพธิ์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 170 คน

กิจกรรม RISE for CLIMATE เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นพร้อมๆ กันทั่วทุกภูมิภาคของโลก และในส่วนของประเทศไทยได้มีการจัดกิจกรรมนี้ทั้ง 4 ภูมิภาค ได้แก่ จ.พิษณุโลก จ.พิจิตร กรุงเทพฯ และพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันเดียวกันนี้ด้วยเช่นกัน

การจัดกิจกรรมรณรงค์ลดโลกร้อนดังกล่าวเป็นการจัดในช่วงเวลาเดียวกับที่ตัวแทนรัฐบาลแต่ละประเทศกำลังมีการประชุมหารือ พูดคุยรายละเอียดเกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนพอดี ภายหลังจากที่เคยมีการจัดทำสนธิสัญญาปารีสในปี ค.ศ. 2016 (พ.ศ. 2559) โดยการประชุมครั้งล่าสุดมีขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 4-9 กันยายน 2561 ที่ผ่านมา

  

From PATANI บนแผนที่โลก

กิจกรรม RISE for CLIMATE ; We’re from PATANI เริ่มต้นด้วยการจัดเสวนาพูดคุยให้ความรู้เกี่ยวกับโลกร้อน ผลกระทบของสภาวะโลกร้อนต่อชุมชน รวมถึงที่มาที่ไปของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ให้ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมได้รับทราบและได้เข้าใจ

นายอัสมี ปุ ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ กล่าวว่า สภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากวัฏจักรการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติเอง และอีกส่วนที่สำคัญคือเกิดมาจากน้ำมือของมนุษย์ การที่มนุษย์ไม่เคารพการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ มนุษย์ที่นำพาอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานฟอสซิล ซึ่งกระบวนการการเผาพลังงานฟอสซิลดังกล่าวก่อให้เกิดคาร์บอนในชั้นบรรยากาศของโลก ทำให้ภูมิอากาศของโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางลบและส่งผลทำให้อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้นมาดังเช่นปัจจุบัน

นายอารีฟีน โซะ ผู้ดำเนินรายการในกิจกรรมครั้งนี้ กล่าวว่า ชั้นบรรยากาศของโลกก็เปรียบเสมือนกับเต้นท์บังแดด กั้นแสงอาทิตย์ส่องผ่านโดยตรงลงสู่พื้นผิวโลก การที่เต้นท์โดนทำลาย จนเป็นรูยิ่งกว้างมากเท่าไร ความร้อนจากดวงอาทิตย์ก็จะกระทบต่อสัตว์โลก อากาศก็จะร้อนมากเท่านั้น

นางสาวอัสมะ  ตันหยงดาโอะ รองผู้ประสานงานเครือข่ายฯ กล่าวว่า หลังจากที่ได้มีการลงนามในสนธิสัญญาปารีสซึ่งพูดถึงเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนและการแก้ปัญหาโลกร้อนให้ไม่เกิน 1.5 และ 2 องศา นั้น ขณะนี้ที่กรุงเทพฯ ตัวแทนของแต่ละประเทศได้มีการประชุมรายละเอียดย่อยเพื่อหารือเรื่องนี้อีกครั้ง

“เราจัดกิจกรรมในครั้งนี้เพื่อส่งเสียงว่าปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาใหญ่ของทุกคน เราเรียกร้องการแก้ปัญหาที่เป็นธรรมจากทุกรัฐบาลทั่วโลกซึ่งต้องเป็นผู้รับผิดชอบและเยียวยา โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจหลายประเทศที่ปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์เกินมาตรฐาน แม้เราไม่ได้อาศัยอยู่ในประเทศเหล่านั้น แต่ชุมชนที่นี่ได้รับผลกระทบจากสิ่งเหล่านี้ด้วยเช่นกัน” นางสาวอัสมะ กล่าว

โดยช่วงท้ายของกิจกรรมในครั้งนี้ได้มีการถ่ายรูปพร้อมกับถือป้ายข้อความรณรงค์การลดโลกร้อน 3 ภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และภาษามลายู (ตัวอักษรยาวี) พร้อมป้ายข้อความแสดงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้บนแผนที่โลก และได้มีการแปรอักษรจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นคำว่า PATANI แสดงถึงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และแสดงถึงจุดยืนของการลดใช้คาร์บอน ซึ่งเป็นเจตจำนงต่อเป้าหมายของการจัดกิจกรรมในครั้งพร้อมกับพื้นที่อื่นๆ ในวันเดียวกันนี้ทั่วโลก