3 สาวทนายความมุสลิม ภารกิจนี้เพื่อเพื่อนมนุษย์และความยุติธรรม ที่ผู้ชายเข้าไม่ถึง

จากซ้ายไปทางขวา 1.ทนายเสาวลักษณ์ เหล็มเส็ม 2.ทนายนูรีฮัน สะอิ 3. ทนายสุภาวดี สายวารี

“ไม่มีความยุติธรรม ก็ไม่สันติภาพ” คือหัวใจหลักในการทำงานมูลธินิศูนย์ทนายความมุสลิม เพื่อช่วยผู้ได้รับผลกระทบทางคดีได้เข้าถึงความยุติธรรม แต่สำหรับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่เป็น“ผู้หญิงมุสลิม”อาจยิ่งยากกว่า ท่ามกลางมวลหมู่ผู้ว่าความที่เป็นผู้ชาย

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ 3 สาวทนายความมุสลิม ผู้เคร่งครัดให้หลักศาสนา แต่จิตใจใฝ่ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรม แห่งมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมประจำ จ.ยะลา

คนแรก ทนายนูรีฮัน สะอิ (กะยายา) ทนายความประจำศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดยะลา จาก อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี ศิษย์เก่าโรงเรียนพัฒนาวิทยา อ.เมือง จ.ยะลา ในชั้น ม.ต้น และโรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จ.ยะลาในชั้น ม.ปลาย จากนั้นได้รับทุนการศึกษาจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.)ไปเรียนนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จบเมื่อปี 2557 ใช้เวลาเรียน 3 ปีครึ่ง

คนที่สอง ทนายสุภาวดี สายวารี (กะญาดะห์) พื้นเพเป็นคนนครศรีธรรมราช จบ ม.ปลายจากโรงเรียนสตรีอิสลามวิทยามูลนิธิ อ.เมือง จ.ยะลา และคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยทักษิณ เธอเข้ามาทำงานในพื้นที่เพื่อช่วยเหลือเพื่อนผู้หญิงที่ถูกกระทำต่างๆ ซึ่งเธอบอกว่าพวกผู้ชายก็ไม่เข้าใจความรู้สึกของพวกเธอหรอก ยิ่งในพื้นที่ที่ศาสนาอิสลามเข้มแข็งการจะคุยปรึกษากับผู้ชายทำได้ยากหรืออาจไม่ได้ความจริงทั้งหมด

คนที่สาม ทนายเสาวลักษณ์ เหล็มเส็ม (กะฟา) เป็นคน อ.จะนะ จ.สงขลา เรียนจบนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง แม้เธอจะทำคดีละเมิดทางเพศหรือครอบครัวที่ผู้เสียหายมักเป็นผู้หญิง แต่ก็ไม่วายถูกวิจารณ์ว่าเป็นผู้หญิงไม่เหมาะที่จะเป็นทนาย แต่เธอก็พิสูจน์ว่าทำได้ไม่แพ้ผู้ชาย

ทนายนูรีฮัน สะอิ :สังคมบ้านเราต้องการทนายมุสลีมะห์

"เรียนจบปี 2557 ก็พอดีกับทางสภาทนายความเปิดสอบใบอนุญาตความรุ่นที่ 44 ก็เลยสอบ ก่อนสอบเคยฝึกงานที่มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมมาก่อน จริงๆแล้วไม่ได้อยากเป็นทนายมาตั้งแต่ต้น อยากเป็นนักกฎหมายที่ไม่ใช่ทนาย เพราะรู้สึกว่าทนายความเป็นงานที่ค่อนข้างจะบู๊ ไม่เหมาะกับมุสลีมะห์(สตรีมุสลิม) เพราะมีข้อจำกัดเยอะ แต่พอได้มาฝึกงานที่มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ได้พบปะชาวบ้าน เจอกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นมันเลยตอบโจทย์ว่า สังคมบ้านเราต้องการทนายความมุสลีมะห์

ทนายผู้ชายมีเยอะ แต่ทนายผู้หญิงมีน้อย แล้วปัญหาที่เจอในบ้านเราคือ ผู้เสียหายหรือผู้ได้รับผลกระทบส่วนมากเป็นผู้หญิง แต่โอกาสที่พวกเธอจะคุยกับทนายผู้ชายมันก็เป็นอะไรที่... ผู้หญิงก็อยากคุยกับผู้หญิงด้วยกัน จะง่ายกว่า เลยทำให้ความคิดเปลี่ยนไปตั้งใจจะสอบใบอนุญาตทนายความให้ได้

“ขอดูอา(ขอพร)จากอัลลอฮ(พระเจ้า)ว่า ถ้าอาชีพทนายความเป็นอาชีพที่เหมาะสมกับเรา ก็ขอให้อัลลอฮให้สอบผ่านไปอย่างง่ายดาย ก็ขอบคุณพระเจ้าที่สอบครั้งเดียวก็ผ่าน”

จำเลยคนแรก ผู้หญิงมุสลิมสายตาพิการ

“สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือ ครั้งแรกของการเป็นทนายได้เจอกับจำเลยที่เป็นผู้หญิงและเป็นผู้พิการทางสายตา ปกติแล้วเวลาตำรวจสอบปากคำผู้ต้องหาในเรือนจำ ทนายผู้ชายก็จะไปฟังการสอบปากคำ เพราะจำเลยส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย แต่พอเคสนี้จำเลยเป็นผู้หญิงซึ่งตอนนั้นมีทนายความผู้หญิงแค่สามคน เราจึงมีโอกาสไปช่วยจำเลย

ตอนนั้นรู้สึกว่า เราเริ่มมีบทบาทการเป็นทนายความแล้ว โดยคำแรกที่จำเลยพูดคือนึกว่าจะได้เจอกับทนายผู้ชาย แต่พอเห็นเราเป็นทนายผู้หญิง จำเลยก็ได้คุยกับเราแล้วทำให้ความไว้วางใจของจำเลยมีมากกว่าคุยกับทนายผู้ชาย เพราะความเป็นผู้หญิงด้วยกันเอง ได้พูดคุยกัน มันก็รู้สึกว่าเราได้เข้าช่วยเหลือเขา”

พาตัวเองเข้าไปขจัดความยุติธรรมที่เหลื่อมล้ำ

ทนายนูรีฮัน เล่าถึงแรงบันดาลใจของเธอที่มาเป็นทนายก็เพราะว่า แม้ไม่เคยประสบเหตุรุนแรงกับตัวเอง แต่ที่เจอคือในสังคมบ้านเรา คนที่จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมต้องเป็นคนที่มีเงิน

“ตอนที่ยังไม่ได้เรียนนิติฯ เราก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบคอมเม้นท์ว่า ทำไมต้องลงโทษอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไมถึงต้องจำคุก ทำไมเขาถูกประหาร เรารู้สึกว่ามันมีความเหลื่อมล้ำอยู่ แต่พอมาอยู่ตรงนี้ถึงรู้ว่ากฎหมายมันมีกระบวนการของมันอยู่ หน้าที่ของเราไม่ใช่การคอมเม้น แต่ต้องพาตัวเองเข้าไปอยู่ในกระบวนการตรงนั้นเพื่อที่จะอำนวยให้ชาวบ้านที่เขาไม่รู้ได้รู้”

“ตอนที่เคสมาหาเรานั้น เขาเปรียบเหมือนตัวเองกำลังจมน้ำอยู่ แต่พอเขาได้มาหาเรา รู้สึกว่าเราเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้เขาสามารถเงยขึ้นมาจากน้ำได้ พอให้เขาได้หายใจแล้วมีแรงที่จะว่ายน้ำได้ต่อไป”

อยากสร้างแรงบันดาลใจให้น้องๆ

ทนายนูรีฮัน กล่าวว่า ทุกคดีเราทำเต็มที่ คำว่า"ทนายสามารถทำให้คนผิดมาถูกได้" เราไม่ใส่ใจคำพูดนี้ เพราะมั่นใจในบริสุทธิ์ใจของเรา คนทั่วไปชอบมองแบบนี้ ถามว่าทำได้ไหม มันทำได้แต่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะทนายความมีใบอนุญาตและมีกฎหมายควบคุมอยู่ การทำให้ผิดเป็นถูกนั้น เชื่อว่าเป็นวลีที่พูดต่อๆกันมาเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงโอกาสมีน้อย แต่ทนายความก็มีทั้งดีและไม่ดี แต่ตัวเองยังไม่เคยเจอเพื่อนร่วมวิชาชีพที่ทำแบบนี้

“คนเรามีหลายอาชีพ อยากเห็นมุสลิมมีบทบาทด้านกฎหมายมากขึ้น เพราะทุกอย่างในสังคมมันเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ติดต่อกัน ถ้าทุกด้านก้าวไกล แต่ในกระบวนการยุติธรรมยังขาดทนายความมุสลิม เราจะเรียกร้องสิทธิหรืออำนวยความสะดวกให้พี่น้องเรามันก็คงเป็นไปได้ยาก อยากสร้างแรงบันดาลใจให้น้องๆที่กำลังเรียนด้านกฎหมายให้เข้ามาทำงาน ณ จุดนี้ รู้สึกว่าบ้านเรายังขาดทนายอีกเยอะ

สามารถขับเคลื่อนสังคมไปพร้อมผู้ชาย

ทนายนูรีฮัน เล่าว่า เคยเจอแรงกดดันจากผู้ใหญ่ที่บอกว่า ผู้หญิงไปเป็นทนายความมันบาปนะ คุณต้องกลับไปสู่อัลกุรอานและซุนนะฮาดิษ(คำสอนของศาสนทูต)ว่าห้ามเป็นทนายความหรือไม่ ตราบใดที่เรายังอยู่ในประเทศไทย ใช้กฎหมายไทยเราก็ต้องรู้กฎหมายไทยแล้วก็เข้าสู่กระบวนการนั้น

“ผู้หญิงเป็นเสมือนแรงขับเคลื่อนที่อยู่หลังม่าน ถ้าสังคมเปรียบเสมือนนก ผู้ชายก็เปรียบเสมือนปีกข้างหนึ่ง ผู้หญิงอีกข้างหนึ่ง บางทีเราอาจจะเห็นผู้ชายอยู่แนวหน้า ผู้หญิงมาจากข้างหลัง แต่พลังจากข้างหลังมันสำคัญ”

บางบริบทผู้หญิงก็ที่จำเป็นต้องออกมายืนข้างหน้า แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตที่อิสลามกำหนดกรอบไว้แล้ว อิสลามสวยงามเสมอ เชื่อว่าบทบาทแห่งการช่วยเหลือนั้นศาสนาอิสลามสอนมาตั้งแต่ 1,400 กว่าปีมาแล้ว เพียงแต่เราเลือกที่จะอยู่จุดไหนและแสดงออกอย่างไร ตรงนี้ต่างหากที่สำคัญ

ปิดหน้า ไม่ใช่อุปสรรค

เธอเล่าถึงเรื่องการปิดหน้าของตัวเองด้วยว่า ถูกตั้งคำถามตั้งแต่สมัยเรียนอยู่แล้ว แต่เป็นอุปสรรคในการแต่งตัวแบบนี้เมื่อเข้าศาลหรือการเป็นทนายหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าไม่ใช่อุปสรรคเพราะมีขอบเขต รู้ว่าตอนไหนควรถอดก็จะถอดผ้าปิดหน้าออก ถ้าไม่จำเป็นก็ไมสมควรถอดออก

“บางครั้งไปศาลเพื่อไกล่เกลี่ย เจ้าหน้าที่ยังคิดว่าเป็นญาติของจำเลยหรือภรรยาของผู้เสียหาย แต่เราก็อธิบายว่าเราเป็นทนาย ตรงนี้ก็ทำให้คนเปลี่ยนมุมมองได้ว่า ความช่วยเหลือไม่ได้อยู่ที่การแต่งตัว ซึ่งไม่ใช่ข้อจำกัดในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเลย"

ทนายสุภาวดี สายวารี : ถ้าพวกเธอคุยทนายผู้ชายอาจไม่ได้ความจริง

"แนวหน้าในการเรียกร้องความยุติธรรมทางคดีที่เกี่ยวกับผู้หญิง ส่วนมากก็จะเป็นผู้หญิงกันเองที่ออกมาเรียกร้อง ดังนั้นเราจึงมองว่า ผู้หญิงควรมีบทบาทการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงด้วยกันด้วย โดยเฉพาะผู้หญิงที่ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม เช่น คดีทางเพศหรือคดีอนาจาร

ถ้าเราเป็นทนายความมุสลิมผู้หญิงเช่นเดียวกับจำเลยหรือผู้เสียหายที่เป็นผู้หญิงแล้ว พวกเธอก็จะมีความสบายใจและคุยกับผู้หญิงด้วยกันเองได้เข้าใจมากกว่ายิ่งขึ้น เช่น เรื่องเกี่ยวกับครอบครัว การหย่าร้าง ลูกถูกกระทำ หรือคดีทางแพ่งและพาณิชย์ที่ผู้หญิงถูกกระทำ ส่วนใหญ่ถ้าไปหาทนายผู้ชายเขาก็ไม่ได้เข้าใจบริบทหรือความรู้สึกของผู้หญิงที่ถูกกระทำ นี่จึงเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่เราอยากจะให้ความช่วยเหลือคนในพื้นที่

ปัจจัยต่อมา ผู้หญิงเวลาถูกกระทำแล้วจะมาปรึกษาทนายผู้ชาย ด้วยบริบทพื้นที่ที่เคร่งศาสนาอิสลามมากก็จะคุยกับผู้ชายได้ค่อนข้างยาก เพราะไม่ค่อยจะคุ้นเคยกับผู้ชาย หรือค่อนข้างอายที่จะบอกหรือเล่าข้อเท็จจริง เราจึงเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะเข้ามาเติมเต็มตรงนี้”

แม้เป็นคนนอก แต่ไม่รู้สึกแปลกแยก

ทนายสุภาวดี บอกว่า “แม้เราเป็นทนายความมุสลิมะห์รุ่นแรกที่เข้ามาช่วยเหลือคนในพื้นที่ เพราะเป็นคนนครศรีธรรมราช แต่ก็รู้สึกว่าคนในพื้นที่นี้ให้การตอบรับ ไม่มีข้อจำกัดใดๆในการทำงาน แถมมีความสุขที่ได้ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทุกคนมีรอยยิ้ม ใจดี ให้ความเชื่อถือในการช่วยเหลือด้วย ทำให้การเดินทางลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือได้เต็มที่และมีความสุข และเราก็ได้ฝึกภาษาด้วย"

ทนายเสาวลักษณ์ เหล็มเส็ม : ได้พิสูจน์ว่าเราทำได้ไม่แพ้ผู้ชาย

เธอทำคดีเกี่ยวกับอนาจาร ล่วงละเมิดทางเพศหรือครอบครัว ล้วนต้องเจอกับผู้หญิงเป็นส่วนมาก ดังนั้นการคุยกันตามประสาผู้หญิงจะลดความรู้สึกเกร็งๆได้ ทำให้สบายใจได้มากกว่าคุยกับทนายผู้ชาย

“ตอนแรกๆที่เป็นทนายความ เคยได้ยินชาวบ้านพูดว่า ผู้หญิงมันไม่เหมาะที่จะเป็นทนายความ ทำให้รู้สึกเหมือนไม่ค่อยอยากสนับสนุนเราแต่ก็ไม่ได้ขัดขวางอะไร แต่เราก็ได้พิสูจน์นะว่าเราทำได้ไม่แพ้ผู้ชาย ครอบครัวสนับสนุน”

แรกๆทำงานยาก แต่ทำให้ลูกความผู้หญิงสบายใจ

“แรกๆก็ทำงานยากพอสมควร พอทำไปนานๆคนก็ยอมรับมากขึ้น และสามารถทำให้ลูกความที่เป็นผู้หญิงสบายใจได้มากกว่า สุดท้ายก็ได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น ทั้งจากครอบครัวและลูกความ ตอนนี้มีน้อยมากที่จะมีคนไม่เข้าใจเพราะปัจจุบันคนเปลี่ยนทัศนคติและมีมุมมองที่เปิดกว้างมากขึ้น

ถ้าทุกคนตั้งใจจะให้ความช่วยเหลือและตั้งใจอยากเป็นทนาย มุมานะหาความรู้ด้านกฎหมายเยอะๆก็จะเป็นทนายที่ดีได้ เพราะสุดท้ายเราก็อยู่บนหลักการให้ความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์กันและกันเสมอมา และสร้างรอยยิ้มได้ในที่สุดเมื่อเราค้นพบว่าความช่วยเหลือนั้นถูกตอบรับและเป็นธรรม"