“แวรุง ไปไหน”ไม่ได้ถาม แต่เป็นเพจดังของเด็กมลายู ที่ไปตามหาภาพสันติ

  

 

“แวรุง ไปไหน” ประโยคนี้ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นชื่อเพจดังในชายแดนใต้ ของกลุ่มเด็กหนุ่มมลายู นามว่า บูคอรี อีซอ (วัยรุ่นคนไหนไม่รู้จักเพจนี้ถือว่าตกเทรนด์?!)

บูคอรี อีซอ หรือ แบยี นักศึกษาปี 3 เอกนวัตกรรมการออกแบบสื่อและการสร้างสรรค์สื่อ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

เด็กหนุ่มจากบ้านบาโงสะโตคนนี้ เป็นประธานเพจ “แวรุง ไปไหน” ซึ่งเป็นเพจแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวใน 3  จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในสไตล์แวรุง นายูๆ(วัยรุ่นมลายู) ฮาๆ

บูคอรีเป็นศิษย์เก่าอีกคนหนึ่งของโรงเรียนดารุสสาลาม อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นสถาบันที่จุดประกายให้เขาสนใจงานด้านการออกแบบสื่อ โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากความชอบเล่นเกมส์

เมื่อมีการเปิดประกวดทำโลโก้เกมส์ เขาจึงไม่ลังเลที่จะเข้าประกวดด้วย โดยพยายามศึกษาวิธีการออกแบบจาก Youtube หรือแหล่งไอทีต่างๆ จากนั้นก็สมัครเป็นสมาชิกกลุ่มสานไอทีของโรงเรียน กระทั่งได้เป็นประธานรุ่นที่ 7 ในปี 2556

พอเข้าปี 1 ม.อ.ปัตตานี บูคอรีก็รวมกลุ่มเปิดเพจ ทำคลิปวีดีโอนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำเรื่อยมาจนเป็นที่รู้จักและได้ใจวัยรุ่นพอควร บางคลิกมีคนชมเป็นหมื่น

(ทนอ่านไม่ไหวก็คลิกไปชมผลงานซะเลยซิ https://www.facebook.com/Wearungpainai/)

ที่จริงเพจ “แวรุง ไปไหน” ไม่ใช่แค่แนะนำแหล่งท่องเที่ยวแบบ Unseen ในชายแดนใต้เท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยน่ะ อย่างล่าสุดก็ทั้งพาไปดู ชม ช่วยพี่น้องที่ถูกน้ำท่วมในปัตตานี

“กลุ่มเป้าหมายของผมคือวัยรุ่น เพราะอยากเผยแพร่ให้มากที่สุด และที่สำคัญแสดงให้เห็นว่าบ้านเรามีอะไรๆที่น่าลองอีกมากมาย การเผยแพร่แต่ละครั้งจะสามารถลบภาพความไม่สงบที่อยู่ในความเข้าใจของคนนอกพื้นที่ได้”

“วัยรุ่นเป็นวัยที่ชอบการเดินทางมากที่สุด ชอบหาประสบการณ์ใหม่ๆ เมื่อเราไปเยี่ยมบ้านคนอื่นแล้ว เราก็อยากให้คนอื่นมาเที่ยวบ้านเราบ้าง  ผมเลยใช้ความรู้ด้านทำวีดีโอหรือภาพถ่ายมานำเสนอตรงนี้ให้ดีที่สุด”

สันติภาพที่ฉันเข้าถึงมันได้

ทุกๆเดือน บูคอรีจะทำคลิปวีดีโอสั้นเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของคนมลายู เน้นความเป็นวัยรุ่นและใช้ภาษามลายูในการนำเสนอ เพราะจะให้คนดูได้ เข้าใจและเรียนรู้ภาษามลายูและความเป็นอยู่ของคนมลายู ซึ่งเรื่องที่ได้รับความนิยมมาก คือ รอมฏอน ตอน บุหรี่

ผลงานบูคอรีภูมิใจ ก็คือรางวัลภาพถ่ายดีเด่นในงานมหกรรมศิลปะ ดนตรี กวี ภาพถ่าย และหนังสั้น “เรายังฝันถึงสันติภาพ” จากภาพถ่ายชื่อ “สันติภาพที่ฉันเข้าถึงมันได้”

เป็นมหกรรมที่จัดโดยศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานราธิวาส ร่วมกับนิตยสารหัวใจเดียวกัน ผจญภัยสำนักพิมพ์ บางนราสำนักพิมพ์ กลุ่มเฌอบูโด กลุ่มยังยิ้ม ชุมรมสื่อมวลชนเพื่อสันติจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างวันที่ 23 – 24 กรกฎาคม 2559 ที่โรงเรียนนราธิวาส อ.เมือง จ.นราธิวาส

  

หวังลดภาพความไม่สงบ ระเบิดและเสียงปืน

ในเพจ แวรุง ไปไหน หน้าที่หลักๆของบูคอรีนอกจากคิดออกแบบ วางแผนแล้ว ยังแสดงเองและตัดต่อเองด้วย

“ผมสนุกกับการทำวีดีโอเผยแพร่ ยิ่งได้รับผลตอบรับอย่างดีผมยิ่งหายเหนื่อย เพราะอย่างที่ทุกคนทราบคือ การพูดถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เกือบทุกคนจะวาดภาพความไม่สงบ ระเบิดและเสียงปืน”

“จากนี้ไป ทุกคนจะได้เห็นสถานที่น่าไปเที่ยวต่างๆ ตามที่ผมนำเสนอไว้บ้าง ซึ่งภาคใต้ไม่ได้มีแต่ความไม่สงบครับ ถึงแม้ว่าเรื่องที่ผมทำไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรมาก แต่ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย”

“ผมใช้สื่อสังคมออนไลน์นำเสนองานของผม ซึ่งสื่อสังคมออนไลน์ก็มีทั้งด้านดีและด้านตรงกันข้าม ผมจึงให้ความสำคัญกับคนดู โดยตั้งสมมุติฐานตลอดว่า ถ้าผมเป็นคนดู ผมอยากจะดูอะไร”

“ผมอยากให้ 3 จังหวัดเป็นที่รู้จักมากกว่านี้ เพราะเชื่อว่าถ้าใครที่ได้ลองมาเที่ยวแล้วจะต้องชอบ 3 จังหวัดแน่นอน”

นอกจากทำคลิปวิดีโอเผยแพร่แล้ว ตอนนี้บูคอรียังเป็นวิทยากรสอนการทำคลิปวีดีโอในงานต่างๆด้วย ซึ่งเจ้าตัวบอกว่ารู้สึกดีใจมากที่ได้แบ่งปันความรู้ให้คนอื่นๆ

สำหรับผลงานต่อไปที่จะมาถึงก็คือ “โปรเจกต์มลายูไปไหน” ช่วง 25-26 ธันวาคม 2560 นี้ ส่วนหนังสั้นหัวข้อ “การเลือกเรียน” จะเผยแพร่ต้นปีหน้า

ใครอยากเสนอแหล่งท่องเที่ยวในหมู่บ้านตัวเองก็บอกมา

สำหรับใครที่อยากให้ไปนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวในหมู่บ้านตัวเอง สามารถติดต่อบูคอรี อีซอ ผ่านเพจ แวรุง ไปไหน หรือ เฟสบุคส่วนตัวชื่อ เดอะ ยี ได้

ส่วนใครที่อยากชมผลงาน ก็คลิกชมได้ทางเพจ แวรุง ไปไหน และเฟสบุค เดอะ ยี และเว็บไซต์ วารสารสรรค์สร้างสันติ ซึ่งเป็นวารสารออนไลน์

นักศึกษา“ทุนนับหนึ่ง”

อนึ่ง บูคอรีเป็นนักศึกษา“ทุนนับหนึ่ง” เช่นเดียวกับเพื่อนๆอีกหลายคน ซึ่งเป็นทุนให้เปล่าและไม่ผูกมัด เพียงแค่เรียนจบไปแล้วสามารถช่วยเหลือสังคมได้ก็พอ

แต่สำหรับบูคอรีแล้ว ทุนนับหนึ่งคือการเริ่มต้นใหม่ในชีวิต เพราะ“ทุนนับหนึ่ง” ไม่ได้ให้เพียงแค่ค่าเล่าเรียน แต่ให้ความอบอุ่น ให้กำลังใจ ซึ่งเขารู้สึกดีมากๆที่ได้เป็นเด็กทุนนับหนึ่ง

ในเรื่องการเรียนและกิจกรรม บูคอรีมักเลือกวิชาที่เรียนช่วงเย็นๆ เพราะจะได้ทำกิจกรรมในช่วงเช้า ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ก็จะลงพื้นที “ผมเต็มที่กับการเรียนและกิจกรรม แต่ก็ต้องอยู่ในขอบเขต ไม่กดดันตัวเอง”

บูคอรีทิ้งท้ายว่า สำหรับรุ่นน้องหรือใครที่อยากเป็นเหมือนเขา ก็ต้อง“พยายามหาตัวเองต่อไป แล้วทำแบบฉบับของตัวเองขึ้นมาแล้วเต็มที่กับมัน ทุกอย่างสร้างได้โดยนำสิ่งที่มีอยู่มาทำให้ดีขึ้น แล้วสร้างมันเป็นอาชีพได้”