“เมื่อพหุวัฒนธรรมกำลังแปรเปลี่ยน” ข้อสังเกตและเรื่องชวนคิดจากเวทีชุมชนสุไหงปาดี

 

เครือข่ายอาสาสมัครยุติธรรมทางเลือก จัดเวทีสร้างการเรียนรู้ในชุมชนเรื่อง การอยู่ร่วมกันของประชาชนที่มีวัฒนธรรมหลากหลายภายใต้กฎหมายเดียวกัน ครั้งที่ 2 ณ อาคารอเนกประสงค์ เทศบาลตำบลริโก๋  อำเภอสุไหงปาดี  จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ วันที่ 16 ตุลาคม 2560 กลางเดือนที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านทั่วไป กว่า 50 คน

กิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความหลากหลายทางความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรม โดยก่อนหน้าได้จัดไปแล้วที่ อำเภอรือเสาะ จ.นราธิวาส โดยมีวิทยากรให้ความรู้ คือ ณายิบ อาแวบือซา นักวิจัยวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้ชุมชนได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องพหุวัฒนธรรมในแง่มุมที่แตกต่างออกไปจากครั้งที่ผ่านมา

เมื่อพหุวัฒนธรรมที่ประดิษฐ์โดยคนมุสลิมมลายูและคนพุทธท้องถิ่น

ในเวทีครั้งนี้มีการวิเคราะห์ให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในแง่มุมที่น่าสนใจโดย ณายิบ อาแวบือซา วิทยากรวิเคราะห์ว่า ในขณะที่รัฐพยายามประดิษฐ์สร้างพหุวัฒนธรรมในมุมมองของรัฐ คนมลายูเองพยายามสร้างอัตลักษณ์ของตัวเองเพื่อต่อรองแนวความคิดของรัฐ

ณายิบกล่าวว่า การสร้างภาษาของตนเอง ถือว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างอัตลักษณ์ ซึ่งในขณะเดียวกันภาครัฐเองก็กำลังพยายามกลืนกินอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของคนมลายู ปัจจุบันวัฒนธรรมมลายูท้องถิ่นนั้นกำลังจะหายไปโดยมีวัฒนธรรมของมลายูกลางมาแทนที่เช่นกัน เช่น ชูภาษามลายูกลางในการสื่อสารจนบางครั้งก็ทำให้สื่อสารกับคนในพื้นที่กันเองลำบาก ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาอย่างหนึ่งของสังคมคนมลายูในจังหวัดชายแดนภาคใต้

“ขณะที่อีกแง่มุมหนึ่งรัฐเองก็พยายามสร้างและยัดเยียดให้คนพุทธในท้องถิ่นนำวัฒนธรรมของคนพุทธภาคกลางมาใช้ โดยภาครัฐเองไม่เคยเข้าใจวัฒธรรมของคนพุทธท้องถิ่นซึ่งประเด็นปัญหาเหล่านี้ยังมีอยู่ในสังคมชายแดนภาคใต้”

พหุวัฒนธรรมท่ามกลางการพึ่งพากันลดน้อยลง

รูปแบบชุมชนที่ไม่เหมือนกันจะมีความสัมพันธ์ที่แตกต่างกัน ณายิบ ชี้ให้เห็นว่าบริบทของคนมลายูมุสลิมกับคนพุทธ  ในมุมมองของสังคมพอที่ไปกันได้ แต่ในมุมมองของศาสนานั้นไม่สามารถไปด้วยกันได้   

“คนมุสลิมมลายูเมื่ออยู่กับคนพุทธจะมีมารยาทในการพูดคุยกัน เพราะต่างก็จะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน  แต่ปัจจุบันนี้สังคมกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง ระบบการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันกำลังจะหายไป เมื่อสิ่งเหล่านี้หายไปความเป็นสังคมก็จะกลืนกินและหายไปในที่สุด สังคมจะอยู่รอดได้ เราจะอยู่ร่วมกันได้นั้น ทุกคนในสังคมต้องใจกว้างและเกื้อกูลกัน”